ผลงานศูนย์วิทยาการเสพติดผลงาน

ความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับ การใช้สารเสพติดของเยาวชนในสถานศึกษา

รศ. พ.ต.ต.หญิง ดร.พูนรัตน์ ลียติกุล และ พ.ต.ท.หญิง ดร.รังสิยา วงศ์อุปปา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา รศ. ดร.มานพ คณะโต เครือข่ายพัฒนาวิชาการและข้อมูลสารเสพติดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!
การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเสี่ยงกับการใช้สารเสพติดของเยาวชนในสถานศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจากสถาบันการศึกษาเอกชน 3 แห่งจำนวน 2,497 คน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามในปีการศึกษา 2562 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วยไคสแควร์ อัตราเสี่ยง และช่วงความเชื่อมั่น 95% ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 55.2 อายุเฉลี่ย 17.7 ปี กลุ่มตัวอย่างเคยใช้สารเสพติด ร้อยละ 8.6 โดยระดับอาชีวศึกษาเคยใช้สารเสพติดมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 15.1 โดยมีอายุที่เริ่มใช้สารเสพติดครั้งแรก น้อยกว่า 15 ปี ในทุกระดับการศึกษา ในกลุ่มเยาวชนผู้เคยใช้สารเสพติดพบว่า เคยใช้กัญชามากที่สุดร้อยละ 56.1 การวิเคราะห์โอกาสเสี่ยงของประสบการณ์ใช้สารเสพติดกับพฤติกรรมเสี่ยง พบว่าการใช้สารเสพติดก่อให้เกิดโอกาสเสี่ยง มีเรื่องชกต่อย (OR=4.2, 95% CI=2.9-5.9) ชกต่อยจนต้องเข้าโรงพยาบาล OR=7.0, 95% CI=4.2-11.6 เกิดความบกพร่องทางด้านร่างกาย/สุขภาพ (OR=1.7, 95% CI=1.3-2.4) บกพร่องทางการเรียนรู้/ควบคุมอารมณ์ (OR=1.9, 95% CI=1.4-2.5) มีภาวะซึมเศร้าหมดหวัง (OR=1.7, 95% CI=1.3-2.9) ท ำร้ายตัวเอง (OR=3.4, 95% CI=2.5-4.7) มีความคิดจะฆ่าตัวตาย (OR=3.4, 95% CI=2.2-5.0) การใช้สารเสพติดในเยาวชนส่งผลต่อปัญหาด้านสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อให้เกิดความบกพร่องทางด้าน ร่างกาย/สุขภาพ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพชีวิต ควรมีการสำรวจและเฝ้าระวังปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง จากการใช้สารเสพติดในเยาวชนเพื่อให้ทราบปัญหา เป็นการติดตามการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มของปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถนำไปสู่แนวทางการป้องกันปัญหาต่อไป

ความชุกอาการทางจิตเวชในผู้เสพสารเสพติดในประเทศไทย

พูนรัตน์ ลียติกุล, ผการัตน์ เรี่ยวแรง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล โรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 13 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2568

ปัญหาสุขภาพจิตจากการใช้สารเสพติดเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้อย่างชัดเจนในสังคมไทย การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของอาการทางจิตเวชในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด โดยใช้ รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา ผ่านการสำรวจครัวเรือนแบบภาคตัดขวาง ดำเนินการสุ่มตัวอย่างแบบ แบ่งชั้นภูมิห้าขั้นตอน โดยแบ่งพื้นที่ประเทศไทยออกเป็น 10 เขตพื้นที่ จากนั้นสุ่มตัวอย่างแบบมี ระบบในระดับจังหวัด ตำบลและชุมชนตามลำดับ ครัวเรือนถูกสุ่มเลือกโดยอ้างอิงจากแผนที่ชุมชน ฉบับปรับปรุงล่าสุด ภายในแต่ละครัวเรือน สมาชิกถูกแบ่งชั้นภูมิตามเพศ และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยใช้ตารางเลขสุ่มในแต่ละชั้นภูมิ กลุ่มตัวอย่างที่ได้มีจำนวนทั้งสิ้น 34,410 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแบบพบหน้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และอนุมาน ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ช่วงความเชื่อมั่น 95% (95% CI), การประมาณค่าจุด และการทดสอบไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า ประชากรไทยอายุระหว่าง 12-65 ปี มีประมาณ 6 ล้านคน หรือคิดเป็น อัตรา 122.42 คนต่อประชากร 1,000 คน ที่มีพฤติกรรมใช้สารเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิด โดยพบว่า เพศชายและกลุ่มวัยรุ่น (อายุ 20-24 ปี) มีอัตราการใช้สารเสพติดสูงที่สุด ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีความชุก ของอาการทางจิตเวชสูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อาการทางจิตที่พบมาก ได้แก่ การพูดเพ้อเจ้อ การแยกตัวจากสังคม พฤติกรรมก้าวร้าว วุ่นวาย และการทำร้ายผู้อื่น

การศึกษาเครื่องมือคัดกรองอาการทางจิตเวชในผู้เสพสารเสพติด

พูนรัตน์ ลียติกุล, รังสิยา วงศ์อุปปา, อภิชาติ เรณูวัฒนานนท์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2567

ปัญหาสุขภาพจิตจากการเสพยาเสพติดเป็นสิ่งปรากฏการณ์ชัดพบได้ทั่วไปในสังคมไทย ซึ่งสามารถป้องกันและลดความรุนแรงลงได้ด้วยการลดอิทธิพลของปัจจัยเสี่ยง การศึกษานี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทดสอบเครื่องมือคัดกรองโอกาสเกิดอาการจิตเวชในกลุ่มผู้เสพสารเสพติดใช้ แบบแผนการศึกษาทดสอบเครื่องมือคัดกรองในกลุ่มผู้เสพยาเสพติดที่เข้าบำบัดรักษาในสถาน บริการ 880 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Chi square, Confirmatory Factor Analysis, Intraclass Correlation Coefficient, Cronbach Alpha Coefficient, และ McDonald Omega Coefficient เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยตัวแปรเชิงพยากรณ์ 7 ตัวแปร ให้ค่าน้าหนักแล้วรวม คะแนน นำไปทดสอบคุณสมบัติด้วย known group validity การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า มีค่าความเที่ยงตรง Construct Validity ที่ยอมรับได้ โดยมีค่าความเชื่อมั่น ค่าสหสัมพันธ์ Omega Coefficient 0.89 ค่าความเที่ยงระหว่างผู้สังเกต 0.96 ค่าการทดสอบซ้ำ 1 สัปดาห์ 0.93 ค่า ความไว 0.81 ค่าความจำเพาะ 0.72 ค่าพยากรณ์ผลบวก 0.78 ค่าพยากรณ์ผลลบ 0.74 และค่า ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ 0.76

Effect of Unobserved Contextual Factors on the Prevalence of New Psychoactive Substance Use in Thailand

Poonrut Leyatikul PhD¹, Somdej Pinitsoontorn MD², Manop Kanato PhD³
¹ Faculty of Public Health, Vongchavalitkul University, Nakhon Ratchasima, Thailand ² Department of Community Medicine, Faculty of Medicine, Khon Kaen University, Khon Kaen, Thailand

Objective: To explore the associations of characteristics of the cluster environment with new psychoactive substances (NPS) use in Thailand.
Materials and Methods: A cross-sectional study was done on 30,411 Thai people, stratified in multi-stage cluster sampling. Trained interviewers conducted a semi-structured interview in 2016. A multilevel binary logistic regression model was employed to estimate the effects of the cluster environment on the NPS use.
Results: NPS was widely used. The past month prevalence was 13.6%, and habitual use was 4.4%. Clustering significantly affects the spread of NPS use. Controlling for cluster effects, a likelihood of current NPS use was associated with elementary education, occupation, and reported health problems. While a higher likelihood of habitual NPS use was associated with elementary education, employed, and perceived mental health problem.
Conclusion: NPS use was influenced by characteristics of the cluster environment. Therefore, demand reduction strategies should be designed based on a consideration of the impact of cluster context on NPS use behaviors.

The Risk of Drug Abuse among Preschool Students in Phuket, Thailand

Kusuma SWANGPUN¹, Manop KANATO², Poonrut LEYATIKUL³
¹ Community Health Development Program, Faculty of Medicine, Khon Kaen University, Khon Kaen, Thailand
² Department of Community Medicine, Faculty of Medicine, Khon Kaen University, Khon Kaen, Thailand
³ Department of Occupational Health, Faculty of Public Health, Vongchavalitkul University, Nakhon Ratchasima, Thailand

Background: There have been scientific studies on risk and protective factors associated with child outcomes. However, how risk factors interact to produce outcomes is not clearly understood. We assessed the association between school location, grade, and drug abuse risks among preschoolers.
Methods: This cross-sectional study included 3353 participants aged 2-6 yr (mean: 4.6, SD: 1.03) enrolled in childcare centers and kindergarten classes in 2016 in Phuket, Thailand. The risk of drug abuse was measured using questionnaires, completed by teachers and caregivers. Data were analyzed using descriptive statistics, odds ratio with 95% confidence intervals and Chi-square.
Results: The prevalence of drug abuse risk factors was as follows: sleep problems=1.28%, aggression=1.10%, attention-deficit hyperactivity disorder (ADHD)=3.61%, learning disabilities (LDs)=4%, family members’ substance abuse=12.53%, parents’ changing marital status=6.53%, conflict between parents/guardians=1.88%, family poverty=3.37%, and easy access to drugs in the community=5.16%. Sleep problems in children were significantly related to family members’ substance abuse, family poverty, and easy access to drugs in the community (PS<.05). LDs were significantly related to parents’ changing marital status, conflict between parents/guardians, family poverty, and easy access to drugs in the community (PS<.05). ADHD was significantly
related to family members’ substance abuse, parents’ changing marital status, conflict between parents/guardians, and family poverty (PS<.05). Conclusion: The prevalence of drug abuse risks among preschoolers was 25.86%. Multidisciplinary teams should provide appropriate interventions

สถานการณ์การใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ในประเทศไทย

รังสิยา วงศ์อุปปา และ พูนรัตน์ ลียติกุล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 6 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม2561

การศึกษาสถานการณ์การแพร่ระบาดของการใช้สารเสพติดเป็นรากฐานสําคัญในการแก้ไข ปัญหาการแพร่ระบาด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของผู้ใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิต ประสาทใหม่ของประชากรไทย อายุ 15-64 ปี เป็นการศึกษาเชิงบรรยายชนิดตัดขวางด้วยวิธีสํารวจ ครัวเรือนในปี 2559 สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ สุ่มกระจุก 5 ขั้นตอน โดยแบ่งออกเป็น 10 เขต พื้นที่แต่ละเขตได้รับการสุ่มตัวอย่างเป็นระบบไปยังจังหวัด ตําบล และชุมชนครัวเรือนได้รับการสุ่ม ตัวอย่างเป็นระบบจากแผนที่ ในแต่ละครัวเรือนจัดทํากรอบตัวอย่างแยกและทําการสุ่มอย่างง่าย แยกเพศ จากตารางเลขสุ่ม ได้กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาทั้งสิ้น 30,411 คน เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยการ สัมภาษณ์ในเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2559 วิเคราะห์ด้วยความถี่ร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 และไคสแควร์ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษามีอายุเฉลี่ย 42.4 ปี ความชุกของผู้ใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ใหม่ของประชากรไทยในช่วงชีวิตคิดเป็นร้อยละ 49.7 (ช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95, 49.1-51.3) การใช้สาร ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ในรอบปี ที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 31.3 (ช่วงเชื่อมั่น ร้อยละ 95, 30.8-31.8) มีการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ในปัจจุบัน ร้อยละ 14.9 (ช่วงเชื่อมั่น ร้อยละ 95, 14.5-15.3) และเป็นผู้ใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่จนติดเป็นนิสัย (ใช้มากกว่า 20 วันใน 30 วัน) ร้อยละ 29.5
ความชุกของการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่ในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นปัญหา พฤติกรรมการใช้สารเสพติดที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ จึงควรจัดทําระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันและ แก้ไขปัญหาการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใหม่

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติด ในผู้เข้ารับการบำบัดค่ายวิวัฒน์พลเมือง หน่วยฝึกการรบพิเศษ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

พูนรัตน์ ลียะติกุล และ รังสิยา วงศ์อุปปา คณะสาธารณสุศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม

วิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ ยาเสพติดในผู้ที่เข้ารับการบําบัดในค่ายวิวัฒน์พลเมือง อําเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในช่วง เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม โดยใช้แบบสอบถาม และการทํา focus group ที่ผู้ที่ใช้ยาเสพติด มากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างเป็ นเพศหญิง 130 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ในข้อมูลทั่วไป การรับรู้สมรรถของตน ทัศนคติต่อการใช้ยาเสพติด การคล้อยตามสิ่งที่อ้างอิง และ ความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติด ใช้สถิติ Pearson Chi-square test กําหนดระดับนัยสําคัญทาง สถิติที่ 0.05 เพื่อหาความสัมพันธ์
ผลการศึกษา พบว่า ผู้เข้ารับการบําบัดส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 27-37 ปี สถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับประถมศึกษา อาชีพรับจ้าง นับถือศาสนาพุทธ ยาเสพติดที่ใช้เป็นยาบ้า การรับรู้ สมรรถภาพของตนอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 56.9 ทัศนคติต่อการใช้ยาเสพติดอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 80.0 การคล้อยตามกลุ่มที่อ้างอิงอยู่ในระดับสูงร้อยละ 50.0 ความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติดอยู่ใน ระดับสูงร้อยละ 29.2 เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ระยะเวลาที่ เข้ารับการบําบัดไม่มี ความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติด ส่วนการรับรู้สมรรถของตน ทัศนคติต่อการใช้ยา เสพติด การคล้อยตามกลุ่มที่อ้างอิง มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเลิกใช้ยาเสพติดอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติ (p-value < 0.01)

ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการเล่นการพนันกับการใช้สารเสพติด ของวัยรุ่นในสถานศึกษา จังหวัดนครราชสีมา

พูนรัตน์ ลียติกุล*, รังสิยา วงศ์อุปปา*, ณัฐวัฒม์ วงษ์ชวลิตกุล *คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล **คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2564

การวิจัยเชิงสํารวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการ เล่นการพนัน และการใช้สารเสพติดของวัยรุ่นในสถานศึกษา จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียน/นักศึกษาสถาบันการศึกษาเอกชน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา จํานวน 2,497 คน ในสถานศึกษา 3 แห่ง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามในปีการศึกษา 2561 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วย Chi Square, Odd Ratio (OR) และ 95% confidence interval
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 55.2 อายุเฉลี่ย 17.7 ปี มีการเล่น การพนันถึงหนึ่งในสาม โดยมีอายุเฉลี่ยของการเล่นการพนันครั้งแรก 14.5 ปี (SD 3.19) โดยเกินครึ่ง เป็นการเล่นการพนันประเภทไพ่ ประสบการณ์การใช้สารเสพติด พบว่าเคยใช้สารเสพติดร้อยละ 10.1 สารเสพติดที่เคยใช้เป็นกัญชามากที่สุดร้อยละ 4.7 รองลงมาเป็นยาบ้าร้อยละ 2.2 ยาไอซ์ ร้อยละ 1.7 ร้อยละ 5.6 เคยเล่นการพนัน และใช้สารเสพติด วัยรุ่นที่เล่นการพนัน และใช้สารเสพติด มีผู้ที่เล่นการพนันก่อนใช้สารเสพติดมากถึงร้อยละ 54.8 ผู้ที่เริ่มเล่นการพนันพอ ๆ กับเริ่มใช้สารเสพติด พบร้อยละ 27.9 ส่วนผู้ที่ใช้สารเสพติดมาก่อนการเล่นการพนันพบเพียงร้อยละ 17.3
การติดการพนันเปรียบเสมือนการติดสารเสพติด วัยรุ่นในสถานศึกษาที่เล่นการพนัน มีโอกาสเสี่ยงที่จะใช้สารเสพติดเป็น 4 เท่าของผู้ไม่เล่นการพนัน COR = 4.803, 95%CI = 3.575 – 6.454, P-value < 0.001

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการทางจิตเวชในกลุ่มผู้เสพยาเสพติด

พูนรัตน์ ลียติกุล*, รังสิยา วงศ์อุปปา*
*คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2564

ยาเสพติดที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบมากมาย ต่อร่างกายของผู้เสพ ต่อครอบครัว และ สังคม การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสํารวจภาคตัดขวาง มุ่งเน้นลักษณะทางประชากรและพฤติกรรม การเสพยาเสพติด และปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการทางจิตเวช ในการศึกษานี้ ศึกษาในผู้เสพยาเสพติด ที่มีอาการทางจิต และเข้ารับการบําบัดในสถานบริการของรัฐทั่วประเทศ ดําเนินการสุ่มตัวอย่าง แบบจําแนกชั้นภูมิ สุ่มกระจุก ได้ผู้ที่ยินยอมเข้าร่วมโครงการกลุ่มเป้าหมาย 1,035 ราย เก็บข้อมูล ด้วยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างร่วมกับการสังเกต และประวัติการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการ แจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า เพศ สถานภาพการสมรส และการศึกษา ระหว่างผู้เสพเมทแอมเฟตามีน กับผู้เสพยาเสพติดชนิดอื่น ๆ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ในกลุ่มของผู้เสพเมทแอมเฟตามีน พบว่า อาการหงุดหงิด ก้าวร้าว ประสาทหลอน ซึมเศร้า และสับสน แตกต่างจากผู้เสพยาเสพติด ชนิดอื่น อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ

ความเสี่ยงของการเกิดอาการทางจิตจากการเสพสารเสพติดชนิดต่าง ๆ ในประเทศไทย

พูนรัตน์ ลียติกุล*
* คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา

การใช้สารเสพติดทำให้เกิดภาระโรคหลายโรคทางร่างกายและจิตใจของผู้เสพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความเสี่ยงของการเกิดอาการทางจิตจากการเสพสารเสพติดชนิดต่าง ๆ เป็นการศึกษาแบบ case control study กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เสพยาเสพติดที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกยาเสพติด/คลินิกจิตเวชในโรงพยาบาลของรัฐอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอนแบบจำแนกชั้นภูมิสุ่มกระจุกจำนวน 2,000 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับการสัมภาษณ์และสังเกตโดยผู้ช่วยวิจัยที่ได้รับการฝึกฝนร่วมกับนักวิจัยรวมทั้งการซักประวัติตรวจร่างกายจากบุคลากรทางการแพทย์ วิเคราะห์ทางสถิติด้วยไคสแควร์และสมการถดถอยโลจิสติกส์แบบพหุ

การสังเคราะห์สถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทย พ.ศ. 2567

มานพ คณะโต พูนรัตน์ ลียติกุล รังสิยา วงศ์อุปปา

ปัญหายาเสพติดถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งในมิติทาง สังคม สุขภาพ และเศรษฐกิจของประเทศ จากประสบการณ์การดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับ ปัญหายาเสพติดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารเครือข่ายองค์กรวิชาการสาร เสพติดได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยา เสพติด (ป.ป.ส.) กระทรวงยุติธรรม ทำให้เกิดการรวบรวม วิเคราะห์ และประมวล สถานการณ์ปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบและรอบด้าน

Effectiveness of Drug Camps in Treatment of Substance Abuse in Thailand

Manop Kanato¹ · Poonrut Leyatikul²
1 Department of Community Medicine, Faculty of Medicine, Khon Kaen University, Naimuang, Muang Khon Kaen, Khon Kaen 40002, Thailand
2 Faculty of Public Health, Vongchavalitkul University, Ban-Ko, Muang Nakhon Ratchasima, Nakhon Ratchasima 30000, Thailand

Various drug camps have been introduced in Thailand since the 2000s. This study explored the effects of drug camps in Thailand. Four provinces were selected to represent different region throughout Thailand. Assessments of 2679 drug users were carried out longitudinally, age ranging from 11 to 67 years old; assessments occurred before camp, after camps, and after a 1 year follow-up. Two hundred twenty-six camps organizers, community leaders, and lay people were selected as key informants. Twenty communities were observed prospectively and 400 lay people were studied. Self-administered questionnaires were utilized as well as interview guidelines and documents. It emerged that the effectiveness of drug camp was 51.3% (intention-to-treat), whilst poly drug use increased significantly from before camp and 3 months after camp (repeated ANOVA p < 0.001) particularly among users aged 15 years old and over. Drug camps could be considered as an alternative measure for drug users; however, negative impacts should be considered.

รายงานโครงการวิจัยโมเดลพยากรณ์อาการทางจิตเวชในผู้เสพสารเสพติด โดยใช้การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยง

เครือข่ายพัฒนาวิชาการและข้อมูลสารเสพติด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การศึกษาวิจัยโมเดลพยากรณ์อาการทางจิตเวชในผู้เสพสารเสพติดโดยใช้การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยงนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเสพติดที่เสี่ยงต่อการเกิด อาการทางจิตเวช 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงกับอาการทางจิตเวช และ 3) เพื่อพัฒนา โมเดลพยากรณ์โอกาสเกิดอาการจิตเวชในกลุ่มผู้เสพสารเสพติด โดยแบ่งการศึกษา เป็น 3 ระยะคือ ระยะ ที่ 1 ศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ระยะที่ 2 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงกับอาการทางจิต เวช และระยะที่ 3 พัฒนาแบบคัดกรอง

รายงานโครงการวิจัยและพัฒนาระบบการติดตามแนวโน้มสถานการณ์ยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชน: ระยะที่ 2

รศ. ดร.มานพ คณะโต เครือข่ายพัฒนาวิชาการและข้อมูลสารเสพติดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
รศ. พ.ต.ต.หญิง ดร.พูนรัตน์ ลียติกุล ศูนย์วิทยาการเสพติด มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา
ผศ. พ.ต.ท.หญิง ดร.รังสิยา วงศ์อุปปา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา

การพัฒนาระบบการติดตามแนวโน้มสถานการณ์ยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย ออกแบบ การวิจัยเป็ นแบบ Research & Development แบ่งการด าเนินงานออกเป็ น 2 ระยะคือ ระยะแรกในปี 2564 เครือข่ายพัฒนาวิชาการ และข้อมูลสารเสพติดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทบทวนองค์ความรู้ ด าเนินการ พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล โดยมีเนื้อหาในการศึกษาประกอบด้วย 1) สภาวะสุขภาพร่างกาย และจิตใจและพฤติกรรมเสี่ ยงต่อสุ ขภาพ 2) พฤติกรรมการใช้สารเสพติด/สิ่ งมึนเมาชนิดต่างๆ อันประกอบด้วยยา/สารเสพติดที่ไม่ผิดกฎหมาย และสารเสพติดที่ผิดกฎหมาย 3) เจตนคติต่อสารเสพติด/ สิ่งมึนเมาชนิดต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง/ผู้ใช้สารเสพติด และ 4) การเข้าถึงสารเสพติด/สิ่งมึนเมาชนิดต่างๆ

โครงการอบรมการพัฒนารูปแบบเพื่อการลดใช้ สารเสพติดในชุมชน อําเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์

มานพ คณะโต พูนรัตน์ ลียติกุล รังสิยา วงศ์อุปปา
เครือข่ายพัฒนาวิชาการและข้อมูลสารเสพติดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

อําเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอําเภอที่ตัวแทนจากภาครัฐและชุมชน ต่างๆในระดับอําเภอได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์และประชุมระดมความคิดด้านปัญหายาเสพติด มี จุดแข็งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดคือ ผู้บริหารภาครัฐให้ความสําคัญ และมีความพร้อมจะ ดําเนินการติดตามช่วยเหลือผู้ที่เคยใช้ยาเสพติด อย่างไรก็ดีอําเภอเฉลิมพระเกีรติ ยังมีปัญหายาเสพติด ในพื้นที่ ซึ่งจําเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาชน และ ภาควิชาการในการพัฒนารูปแบบเพื่อลดการใช้สารเสพติดโดยชุมชนมีส่วนร่วม หากชุมชนมีความ ตระหนักและมีจิตอาสาที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนเอง จะสามารถพัฒนาศักยภาพของตน รวมถึงสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ส่งผลต่อความยังยืนในการดําเนินการ ต่อไป

โครงการอบรมการพัฒนารูปแบบเพื่อการลดใช้ สารเสพติดในชุมชน อําเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ (ระยะที่ 2)

พูนรัตน์ ลียติกุล มานพ คณะโต รังสิยา วงศ์อุปปา
เครือข่ายวิชาการและสารเสพติด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

โครงการการพัฒนารูปแบบเพื่อลดการใช้สารเสพติดในชุมชน : กรณีศึกษาอําเภอ เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ในระยะที่ 2 ดําเนินการเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นําชุมชนในพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง ให้สามารถทําหน้าที่เฝ้าระวังรายบุคคลเพื่อลดอุปสงค์สารเสพติด (Drugs Demand Reduction) ในชุมชนได้ โดยการขับเคลื่อนของคณะกรรมการ พชอ. ในพื้นที่อําเภอเฉลิม พระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งการดําเนินการลดการใช้สารเสพติดในชุมชนให้สามารถ ดําเนินการเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งอําเภอ พร้อมทั้งให้ผู้ปฎิบัติสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ในการจัดการแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนนั้น จําเป็นต้องมีรูปแบบและกระบวนการในการ ดําเนินการในชุมชนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมมีขั้นตอนที่สามารถนําสู่การปฏิบัติได้ ซึ่งโครงการฯ ในระยะที่ 2 นี้ได้ดําเนินการจัดทําคู่มือการเฝ้าระวังสถานการณ์ปัญหาสารเสพติดในพื้นที่ชุมชน เพื่อให้ผู้นําชุมชนประเมินสถานการณ์ในหมู่บ้านที่ตนรับผิดชอบและรายงานมายังอําเภอทุก เดือน และค้นหากลุ่มเป้าหมายในการคัดกรองผู้ใช้สารเสพติดเข้าสู่กระบวนการบําบัดในชุมชน คู่มือการคัดกรองความเสี่ยงต่อสารเสพติดในชุมชน โดยการคัดกรองจะสามารถคัดแยกผู้ที่ สามารถบําบัดในพื้นที่โดนชุมชนและครอบครัวมีส่วนร่วม และคู่มือเฝ้าระวังรายกรณีเพื่อลด อุปสงค์สารเสพติด และการป้องกันกลับไปเสพซํ้า (Relapse Prevention) เป็นการจัดการข้อมูล กําหนดแนวทางการบําบัดฟื้นฟู ติดตาม และประเมินผลรายบุคคลซึ่งผู้จัดการรายกรณีคือผู้นํา ชุมชนและ อสม. โดยการขับเคลื่อนของคณะกรรมการ พชอ. อําเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัด บุรีรัมย์ การเฝ้าระวังและจัดการรายกรณีเป็นการร่วมมือ ประสานงานกันในคณะกรรม พชอ. ร่วมวางแนวทางในการดูแล บําบัดฟื้นฟูในชุมชน โดยผู้จัดการรายกรณีเป็นผู้ประสานงาน ดังนั้นเพื่อให้สามารถดําเนินการได้จําเป็นต้องพัฒนาศักยภาพผู้นําชุมชนและผู้เกี่ยวข้องให้ สามารถทําหน้าที่เฝ้าระวังรายบุคคล ด้วยการจัดการรายกรณีโดยการพัฒนาสมรรถนะ 4 ด้าน คือ สมรรถนะการจัดการ สมรรถนะทางคลินิก สมรรถนะการสื่อสาร และสมรรถนะการพิทักษ์สิทธิ์ และจริยธรรม อีกทั้งในการเฝ้าระวังฯและการคัดกรองฯ อําเภอเฉลิมพระเกียรติยังพัฒนา ดําเนินการผ่านระบบออนไลน์

โมเดลพยากรณ์อาการทางจิตเวชในผู้เสพสารเสพติด โดยใช้การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยง

รศ.ดร.มานพ คณะโต¹ · ผศ.พ.ต.ต.หญิง ดร.พูนรัตน์ ลียติกุล² · นายสารัช บุญไตรย์³ · พ.ต.ท.หญิง ดร.รังสิยา วงศ์อุปปา⁴ · ดร.ขนิษฐา สุนาคราช⁵
¹ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
² คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
³ สำนักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
⁴ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
⁵ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์

ผลที่เกิดขึ้นจากการเสพยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ ต่อจิตประสาท ทั้งที่ถูกกฎหมายและ ไม่ถูกกฎหมายรวมถึงการใช้ยารักษาโรคผิดแบบแผน ที่แพทย์ไม่ได้สั่งใช้ เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างกว้างขวางทั่วโลกในประเทศไทยมีการใช้ยาหลากหลาย ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ก่อให้เกิด ผลกระทบอย่างมากมายต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะเกิดอาการทางจิตเวชในผู้เสพและ นําไปสู่ความรุนแรง การศึกษานี้ เป็นการศึกษาระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ สารเสพติดของ ผู้เสพยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวช อันจะนําไปสู่การพัฒนาการคัดกรองผู้ใช้สาร เสพติดที่มีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการเกิดอาการทางจิตและลดผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น

โมเดลพยากรณ์อาการทางจิตเวชในผู้เสพสารเสพติด โดยใช้การวิเคราะห์ความสัมพันธ ์ของปัจจัยเสี่ยง (ระยะที่ 2)

รศ.ดร.มานพ คณะโต¹ · ผศ.พ.ต.ต.หญิง ดร.พูนรัตน์ ลียติกุล² · นายสารัช บุญไตรย์³ · พ.ต.ท.หญิง ดร.รังสิยา วงศ์อุปปา⁴ · ดร.ขนิษฐา สุนาคราช⁵
¹ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
² คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
³ สำนักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
⁴ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
⁵ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์

การเสพยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ ต่อจิตประสาทเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าง กว้างขวางทั่วโลกในประเทศไทยมีการใช้ยาหลากหลายต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ก่อให้เกิดผลกระทบ อย่างมากมายต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะเกิดอาการทางจิตเวชในผู้เสพและนำไปสู่ ความรุนแรง การศึกษานี้เป็นการศึกษาระยะที่ 2 เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์เปรียบเทียบกลุ่มผู้เสพสาร เสพติดที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิตและไม่มีอาการทางจิต มีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์และ ยืนยันน้าหนักของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงกับอาการทางจิตเวช กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มผู้เสพ สารเสพติดที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิตและไม่มีอาการทางจิต ที่เข้ารับการบำบัดรักษาใน สถานบริการของรัฐ รวม 2,000 คน จาก 10 จังหวัดทั่วประเทศ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ จาก ประวัติผู้ป่วย และการวินิจฉัยทางการแพทย์โดยแพทย์/พยาบาลจิตเวชในสถานพยาบาลนั้นๆ

รายงาน

คู่มือสารเสพติด

สังเคราะห์สถานการณ์สารเสพติด พ.ศ. 2553 - 2562

ผู้เขียน: มานพ คณะโต และ พูนรัตน์ ลียติกุล

การป้องกันยาเสพติด

รายงานผลการสำรวจครัวเรือน เพื่อคาดประมาณจำนวนประชากรผู้ใช้สารเสพติดของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2567

ผู้เขียน: พูนรัตน์ ลียติกุล, รังสิยา วงศ์อุปปา, สาวิตรี อัษณางค์กรชัย, กนิษฐา ไทยกล้า, อุษณีย์ พึ่งปาน, จิตรลดา อารีย์สันติชัย